ผมหายหัวไปนาน...ไม่ใช่เพราะผมขี้เกียจนะ
มันไม่ใช่ข้อแก้ตัวของผมนะครับกับการที่ผมหายหัวไปนานไม่เข้ามาเขียนบทความอะไรเลยที่เกี่ยวกับปลาสวยงามในblogแห่งนี้
เพราะจริงๆผมก็ยังคงมุ่งมั่นทำอะไรๆเกี่ยวกับปลาสวยงามอยู่เหมือนเดิมเพียงแต่ตอนนี้ผมเข้าไปคลุกอยู่ใน www.thaifancyfish.com
เลยไม่มีเวลามาเขียนบทความต่างๆในblogแห่งนี้
แต่วันนี้ผมพอจะมีเวลาหลังจากอู้งานประจำที่ต้องทำในวันเสาร์-อาทิตย์เลยรีบมานั่งเขียนblogก่อนที่จะหมดเวลาอย่างที่ผมเขียนไว้ในบทความแรกๆของblogนี้ว่าโดยส่วนตัวผมชอบปลากัดมาก
เพราะผมถือว่าปลากัดเป็นปลาไทยที่สามารถไปยืนประกาศตัวอยู่ในตลาดปลาสวยงามของโลกได้อย่างเต็มความภาคภูมิของคำว่าประเทศไทย
และตอนนี้มีความเคลื่อนไหวอยู่ในวงการคนเลี้ยงปลากัดสวยงามที่ได้มีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็น"สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาปลากัดสยาม"
อันที่จริงสมาคมอนุรักษ์และพัฒนนาปลากัดสยามก็ตั้งกันมากว่า2-3ปีแล้วและได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงล้มลุกคลุกคลานกันมาตลอดด้วยเพราะขาดบุคลกรและเงินทุนหมุนเวียนดังนั้นการทำงานที่นี่จึงต้องทำด้วยใจ... ใจเท่านั้นเพราะไม่มีเงินเดือนไปไหนทำอะไรก็ต้องทุนส่วนตัว
จึงทำให้ที่ผ่านมาผลงานของสมาคมจึงน้อยและเงียบมากผิดกับความตั้งใจของเหล่าสมาชิกและผู้ที่คอยลุ้นอยู่ภายนอก
แม้นจะล้มๆลุกๆแต่ก็ต้องยอมรับจิตใจของกลุ่มผู้บริหารสมาคมทุกคนตั้งแต่ชุดแรกจนถึงปัจจุปันว่ามีจิตใจที่จะต่อสู้เช่นเดียวกับปลากัด
นักสู้จากสยามกระทั่งมาถึงวันนี้วันที่สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาปลากัดสยามที่ผ่านลมฝนและพายุอุปสรรคเดินทางมาอีกก้าวที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนมากขึ้นตามลำดับภายใต้การนำของนายกสมาคม พลโท.ทวีเกียรติ โกไศยกานนท์ ความก้าวหน้าของสมาคมกับความตั้งใจที่จะพัฒนาและช่วยเหลือเกษตกรผู้เพาะเลี้ยงปลากัดให้ลืมตาอ้าปากได้ก็ใกล้ความจริงขึ้นไปอีกขั้นโดยมีข่าวที่ผมทราบจากเพื่อนๆว่าปลายปีนี้จะมีการเปิดตัวสมาคมอย่างเป็นทางการและก่อนสิ้นปีก็จะมีงานสำหรับคนรักปลากัดที่จะจัดอย่างยิ่งใหญ่ซึ่งนั่นหมายถึงงานที่เป็นของคนปลากัดเพื่อคนปลากัดอย่างแท้จริง
ทุกอย่างกำลังก้าวเดินเริ่มนับ1...2...3...ดังนั้นปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาปลากัดสยามเพียงลำพังอีกต่อไปแต่มันอยู่ที่เราคนไทยด้วยกันเองที่ช่วยเหลือ ประคับประคอง ปกป้องร่วมมือ หรือจะเตะตัดขาทำลายกันเอง ผมฝากเอาไว้ให้คิดเราคนไทยเก่งไม่แพ้ชาติไหนในโลกและปลากัดเป็นปลาของไทยแล้วเราคนไทยต้องยอมเป็นขี้ข้าเขาเพียงเพราะเราต้องการเงินหรือชื่อเสียงจอมปลอมจากต่างชาติมากว่าคำว่ารักและหวงแหนเพราะนี่คือสมบัติของแผ่นดิน
"ช่วงนี้กระแสฟุตบอลโลกกำลังมาแรง เราคนไทยก็เชียร์กัน ไม่ว่าหญิงหรือชาย แม้นทีมชาติไทยของเราจะไม่มีโอกาสได้ลงแข่งขันกับเขาด้วย หากเปรียบกับกระแสความสนใจและรู้จักฟุตบอลสำหรับปลาสวยงามแล้ว คงเหมือนกับปลากัด ปลาที่คนไทยเราทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายต่างก็รู้จัก แต่จะมีสักกี่คนที่มีความรู้และเข้าใจเรื่องปลากัดอย่างจริงจัง คิดแล้วมันน่าเสียดายเหมือนเราเชียร์บอลโลกแต่เราไม่เคยสนใจบอลของทีมชาติไทยเลย ปล่อยให้ต่างชาติมามีบทบาทและอำนาจเหนือเรา เหมือนกับปลากัด Sime finght fish หรือ Betta fish ที่ต่างชาติรู้จักและชื่นชมกันไปทั่วโลก และมีการจัดตั้งเป็นสมาคมปลากัดมาออกกฏกติกาควบคุมเรา แล้วเราคนไทยก็ได้แต่นิ่งเฉย และมาในวันนี้มีกลุ่มคนที่พยามตั้ง"สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาปลากัดสยาม" เพื่อสร้างมาตราฐานของปลากัดไทย แต่ก็ยังขาดแรงสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเรา...เราคนไทยด้วยกันเอง ผมจึงบอกว่ามันน่าเสียดายยังไงล่ะครับ เพราะหากเรานิ่งเฉยมันก็เหมือเรานั่งดูบอลโลกแล้วด่าบอลไทย แต่สำหรับปลากัดแล้ว นี่คือปลาของเราคนไทยที่คนทั่วโลกยอมรับ แล้วเราคนไทยยังทิ้งโอกาสนี้ให้ต่างชาติเขามาควบคุมเราอีก
ผมจึงฝากให้เขาซื้อบ่อรองปูนสำหรับเลี้ยงปลามาให้ด้วยตอนแรกลุงช่างแกไม่รู้จัก
ผมก็อธิบายว่ามันก็เหมือนบ่อส้วมนั่นล่ะ
แต่เขาทำไว้สำหรับเลี้ยงปลา แกก็พยักหน้างึกๆเข้าใจๆ
แล้วลุงช่างก็เข้าใจจริงๆล่ะครับ เพราะแกซื้อรองส้วมมาให้
ฮื่อๆ...เลยเดือดร้อนต้องมานั่งโปกปูนปิดก้นบ่อส้วมเพื่อทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา
ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการดูแลและทำความสะอาด
โดยส่วนใหญ่บ่อรองปูนในการเลี้ยงปลาสวยงามนั้นเรามักจะวางไว้นอกบ้าน
ในที่ๆโล่งและแน่นอนมันจะต้องเจอกับแดด ลม และสำคัญคือฝน
เพราะหากฝนตกมากๆรองปูนเราไม่มีท่อน้ำล้นจะทำให้น้ำเต็มบ่อจนล้น
นั่นไม่ใช่ปัญหาอะไรแต่หากว่าปลาสวยงามของคุณมันไม่ไหลไปกับน้ำเสียก่อนล่ะ
มันคงเป็นหายนะแน่ๆโดยเฉพาะกับผู้ที่เลี้ยงปลาสวยงามเชิงธุรกิจดังนั้นท่อน้ำล้นจึงจำเป็นสำหรับบ่อที่ใช้เลี้ยงปลาสวยงาม
ผมขอยกตัวอย่างที่บ้านของผมเอง
บ่อผมมีท่อน้ำล้นดังนั้นเวลาผมรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านผมก็จะถือโอกาสฉีดน้ำเข้าบ่อไปด้วย
ทำให้เกิดการถ่ายเทของน้ำ ข้อสำคัญมันสะดวก อิๆ
อีกอย่างหนึ่งในกรณีฝนตกหากบ่อของคุณเก็บน้ำฝนเอาไว้แต่ไม่การไหลเวียนออกของบริมาณน้ำใหม่และเก่า
ปลาของคุณก็อาจจะช็อคตายหรืออาจจะเกิดโรคต่างๆตามมา
ซึ่งหากปลาคุณป่วยเป็นโรคคุณต้องเข้าใจว่าในบ่อแบบที่ไม่การไหลเวียนของน้ำนั้น
โรคมันจะระบาดอย่างรวดเร็วและก่อนที่คุณจะรู้ตัวปลาสวยงามของคุณมันอาจจะตายหมดบ่อเรียบร้อย
4.ตบแต่งบ่อรองปูนให้ดูสวยแบบธรรมชาติ
ข้อดีของบ่อรองปูนสำหรับเลี้ยงปลาสวยงามอีกประการหนึ่งคือเรื่องของความสวยงามที่เราสามารถตบแต่งได้
ให้มีสภาพใก้ลเคียงกับแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งบรรยากาศรอบๆบ่อและภายในบ่อ
จัดเป็นมุมพักผ่อนที่ดีอีกมุมหนึ่งของบ้าน คุณอาจจะทำระบบน้ำวน
ทำน้ำตกเพื่อฟังเสียงน้ำหรือปลูกต้นไม้รอบๆบ่อตั้งโต๊ะสำหรับนั่งจิบกาแฟก็ได้เพราะบริเวณที่ตั้งบ่อรองปูนมักจะเย็นสบายกว่าตู้ปลาทั่วไป
สรุปแล้วบ่อรองปูนถือเป็นอุปกรณ์ที่เลี้ยงปลาสวยงามได้ดีอีก
อย่างหนึ่ง และสามารถตบแต่งให้สวยงามได้
อีกทั้งยังสามารถใช้เลี้ยงปลาสวยงามในเชิงการค้าได้อย่างดี
เพราะมีต้นทุนที่ต่ำนั่นเอง
อาชีพอิสระ "เปิดร้านขายปลาสวยงาม"
ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังสับสนวุ่นวาย หลายคนและหลายครอบครัวอาจจะมีปัญหาเรื่องการเงินบ้าง(ผมก็เป็น) หลายๆครั้งผมนั่งมองตัวเองว่าจะทำมาหากินอะไรดี เพราะชีวิตเราตอนนี้มันไม่ใช่เด็กๆที่เที่ยววิ่งเล่นโดยไม่ต้องสนใจอะไร เมื่อตอนที่พวกเรายังเป็นเด็ก ผมว่าพวกเราหลายคนคงไม่ต้องลำบากปากกัดตีนถีบอะไร จะมีเงินใช้มั้ย จะมีข้าวกินหรือเปล่า เราคงไม่ต้องคิด ปล่อยภาระเหล่านี้ให้พ่อแม่เราเขาเป็นคนคิด แต่
มาถึงตอนนี้เราจะมานั่งเฉยเหมือนตอนเราเป็นเด็กคงไม่ได้อีกแล้ว เราหลายคนต้องรับผิดชอบตัวเอง ต้องเลี้ยงดูครอบครัว ผมคงเป็นหนึ่งที่ตกอยู่ในสภาพแบบนั้น แม้นจะไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตใครมากมายแต่อย่างน้อยผมก็ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตและลมหายใจของตัวเอง มาถึงวันนี้ผมมานั่งทบทวนว่าอาชีพอะไรที่ผมจะทำเพื่อหารายได้เลี้ยงดูตัวเอง ไม่เป็นภาระของพ่อแม่ อาชีพอะไรที่ผมรักและคิดว่าผมมีความสุขเมื่อได้ทำมัน และมันต้องไม่ใช้เงินลงทุนมากนัก อีกหนึ่งอาชีพที่เราคนไทยผู้ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากนัก และอาชีพนี้หากเราขยันหมั่นหาความรู้เพิ่มเติม อีกทั้งหากบ้านเรามีเนื้อที่พอประมาณ เราก็สามารถที่จะเพาะพันธุ์ปลาสวยงามของเราออกขายเอง เป็นการลดต้นทุนอย่างหนึ่งในการเปิดร้านเล็กๆ ดังนั้นผมจึงอยากจะลงแนะนำผู้ที่กำลังอยากจะทำร้านค้าเล็กๆลองมองดูอาชีพขายปลาสวยงามดูนะครับ ผมว่าอาชีพนี้ไม่ต้องลงทุนสูง และสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นธุรกิจได้อย่างหยั่งยืน
เปิดร้านขายปลาสวยงาม
เงินลงทุน ครั้งแรกประมาณ 20,000 - 30,000 บาท รายได้ ตู้เลี้ยงปลา เครื่องทำออกซิเจน ตู้พักปลา กระชอนช้อนปลา เครื่องดูด/ ถ่ายน้ำ เครื่องกรองน้ำ อาหารปลาและอุปกรณ์ประดับตู้ปลา แหล่งจำหน่ายพันธุ์ปลา/อุปกรณ์ บางบัว เขตบางเขน สวนจตุจักร วิธีดำเนินการ 1. หาซื้อตู้เลี้ยงปลาขนาดใหญ่ ประมาณ 2-3 ตู้ แล้วล้างน้ำให้สะอาด 2. นำตู้ปลาไปตั้งในที่จัดเตรียมไว้ บรรจุหิน ปะการังและต้นไม้น้ำ ตกแต่งให้สวยงาม ติดตั้งเครื่องกรองน้ำและเครื่องทำออกซิเจนลงในตู้ 3. ใส่น้ำลงในตู้ปลาให้เกือบเต็ม โดยใช้เครื่องดูดน้ำจากน้ำสะอาดที่เตรียมไว้แล้วในอีกภาชนะหนึ่ง 4. นำพันธุ์ปลาที่เป็นที่นิยมของตลาด เช่น ปลาเงินปลาทอง ปลาคราฟ ปลาบอลลูน ปลาเทวดา ฯลฯ มาใส่ในตู้พักปลา เพื่อปรับสภาพหลังการเคลื่อนย้าย 5. เมื่อปลาแข็งแรงดีแล้วใช้กระชอนค่อย ๆ ช้อนปลาลงในตู้ปลาที่จัดเตรียมไว้ในปริมาณที่เหมาะสมกับเนื้อที่ว่างของตู้ 6. ให้อาหารปลาเป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ ในปริมาณที่พอเหมาะวันละ 1 ครั้ง หากปลากัดกันให้แยกออกหรือปลาเป็นโรค ให้แยกปลาไว้ต่างหากแล้วใช้ยารักษา และเปลี่ยนน้ำใหม่ในตู้ปลาหมั่นเปลี่ยนน้ำในตู้ปลาทุกวัน ตลาด/แหล่งจำหน่าย ย่านชุมชนหรือใกล้สถานศึกษา สถานที่ให้คำปรึกษา1. สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงาม กรมประมง โทร. 0-2558-01722. ประมงจังหวัดทุกจังหวัด ข้อแนะนำ 1. ผู้ประกอบอาชีพนี้ควรเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของปลา โดยศึกษาจากหนังสือหรือสอบถามผู้มีความรู้ เพื่อสามารถเลี้ยงได้ถูกวิธีและแนะนำลูกค้าได้ 2. น้ำที่ใส่ในตู้ปลาหากจำเป็นต้องใช้น้ำประปา ควรรองน้ำทิ้งไว้ก่อนนำไปใช้ 3. ควรมีอุปกรณ์ประดับตู้ปลา อาหาร และยารักษาปลา จำหน่ายร่วมด้วยเพื่อเพิ่ม รายได้
ต้องยอมรับด้วยเหตุผลส่วนตัว ผมเองเป็นคนที่ชื่นชอบความสวยงามของ ปลากัด
มากกว่า ปลาสวยงาม ชนิดอื่น
และด้วยเหตุผลนี้เองที่นำผมเข้ามาสู่วงการปลาสวยงาม ไม่ใช่ในฐานะพ่อค้า
คนเพาะปลาขาย แต่มาในฐานะของคนที่ชอบ รัก และอยากให้คนอื่นรัก ชอบ
ปลาสวยงาม เหมือนกับเรา ดังนั้น
www.thaifancyfish.com
จึงเกิดขึ้น เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร และข้อมูลการเลี้ยงปลาสวยงาม
รวมถึงเป็นที่ระบายความอัดอั้นตันใจของคนรักปลาทุกคน
อย่างที่ผมกล่าว โดยส่วนตัวผมชอบปลากัด และเลี้ยงปลากัดมากกว่าปลาสวยงามอื่นๆ แต่บางครั้งผมเองก็ยังคงสับสนกับคำว่าว่า ปลากัดสวยงาม เพราะทุกวันนี้เวลาที่ผมเดินเข้าไปในตลาดปลา ไม่ว่าจะที่ซันเดย์ หรือที่สนามหลวงสอง หรือแม้นแต่ตลาดปลาสวยงามแห่งอื่นๆ ผมก็ยังหาความเป็นหนึ่งเดียวของคำว่าปลากัดสวยงามไม่เจอ เพราะมันไร้ซึ่งมาตราฐานกำหนด ไม่มีความชัดเจนในเรื่องของสีสัน รูปทรง
หรือแม้นแต่ชื่อเรียก ล้วนแต่ทำกันไปแบบมุมใครมุมมัน หากเป็นแบบนี้สังคมปลากัดหรือแม้นแต่ปลาสวยงามชนิดอื่นๆ มันจะเดินไปในทิศทางไหน โดยเฉพาะเมื่อมีการประกวดปลาสวยงาม จะยิ่งเห็นได้ชัดเจนในความไร้เอกภาพของปลากัด ไม่มีการกำหนดกฏเกณท์ ที่ชัดเจนทำให้มีเพียงพูดประกวดปลาหน้าเดิมๆเท่านั้นที่ส่งปลาเข้าประกวด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นร้านหรือฟาร์มไม่ก็เป็นผู้ส่งออกปลา tran shipper ที่มีการจับปลาเพื่อส่งขายต่างประเทศเท่านั้น และเมื่อมีการตัดสินก็จะมีเสียงบ่นด่าต่อว่า ตามหลังกันมา ไม่เห็นว่าปลาตัวนี้สวยเลย ปลาพรรคพวกกัน ไม่ยุติธรรม หนักหน่อยก็กรรมการตาถั่ว มั่นนิ่ม
มันถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่วงการปลากัดสวยงามจะต้องมีการจัดทำมาตราฐานปลากัดสวยงามไทย ให้เป็นที่ชัดเจน เพราะจะได้เกิดความยุติธรรม และไม่มีปัญหาในการตัดสินของกรรมการ เมื่อมีรูปแบบและมาตราฐานของปลาที่ชัดเจนไม่ว่าจะเรื่องรูปทรงสีสัน ชื่อเรียกชนิดและสายพันธุ์ เมื่อไม่มีความสับสน เรื่องคำครหาก็จะเบาบางลง และที่สำคัญ คนที่จะเข้ามาเลี้ยงปลากัดสวยงามจะได้มีมุมมองที่ชัดเจนในเลือกซื้อปลา และขณะเดียวกันผู้เพาะปลากัด ก็จะได้มีแนวทางในการพัฒนาปลากัด ให้ตรงตามมาตราฐานเพื่อรองรับตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องเอาปลามาเลขายให้เสียราคา ผู้ซื้อก็ไม่สับสนว่าปลาที่ซื้อมานั้นดีถูกต้องตามมาตราฐานสายพันธุ์หรือไม่ และเมื่อจะส่งเข้าประกวดกรรมการก็จะได้ตัดสินได้ง่ายขึ้น ไม่เกิดความสับสน หรือโอนเอียงไปเข้าข้างความรู้สึกชื่นชอบส่วนตัว
ผมอยากจะเล่าถึงอีกชีวิตหนึ่งที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติที่แตกต่างไปจากพวกเราปลาทองนั้นพบมากทั่วไปในมหาสมุทรอินเดีย ดำรงชีวิตด้วยการลอยตัวอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เหนือแนวปะการัง เพื่อจับกินแพลงก์ตอนที่ล่องลอยปะปนมากับกระแสน้ำ ในฝูงของปลาทองแต่ละฝูงนั้น ประกอบไปด้วยปลา ๓ กลุ่มด้วยกัน คือ ปลาตัวเมียที่มีสีเหลืองอมส้ม ปลาตัวเมียนี้จะมีขนาดลำตัวโตไม่เกิน ๗ เซนติเมตร และนับเป็นปลาที่มีจำนวนมากกว่า ๙๐ เปอร์เซนต์ ในแต่ละฝูง
ปลากลุ่มที่ ๒ คือ
ปลาตัวผู้ที่มีลำตัวสีม่วงแดง มีแถบสีเหลืองบนลำตัว และบนครีบหลังมีกระโดงยื่นยาวออกไป ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ปลาตัวผู้มีขนาดลำตัวที่ใหญ่ขึ้นมาโดยเฉลี่ยประมาณ ๑๒ เซนติเมตร
ส่วนปลากลุ่มที่ ๓ คือ
ปลาตัวเมียในขณะที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นตัวผู้ คือจะมีลักษณะกึ่งกลางระหว่างปลาตัวเมียและตัวผู้ ขึ้นอยู่กับว่าในขณะนั้นมันได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปถึงขั้นไหน ในบางครั้งเราจึงอาจจะเห็นปลาทองตัวสีเหลืองอมส้มที่มีครีบหลังยื่นยาวออกมาเหมือนกับปลาตัวผู้ ปะปนอยู่ในกลุ่มของปลาตัวเมีย
ในฝูงของปลาทองฝูงหนึ่ง ๆ นั้น จะมีอัตรส่วนระหว่างปลาตัวเมียและปลาตัวผู้ประมาณ ๑๐ : ๑ เมื่อมีจำนวนสมาชิกตัวเมียในฝูงเพิ่มขึ้น จำนวนของสมาชิกตัวผู้ก็จะเพิ่มขึ้นตาม โดยปลาตัวเมียบางตัวที่แข็งแรงในฝูงนั้นจะปรับตัวเองขึ้นมาให้เป็นตัวผู้ เพื่อให้สมดุลกับอัตราส่วนของสมาชิกในฝูง
สรุปว่าเมื่อแรกเกิดปลาทองทุกตัวจะเป็นปลาตัวเมีย แต่เมื่อเติบโตขึ้นจนเต็มวัยแล้วจะมีปลาเพียงบางตัวเท่านั้นที่จะปรับตัวเองให้กลายเป็นปลาตัวผู้ เมื่อปลาตัวผู้ในฝูงมีจำนวนลดลงหรือมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น
แม้จะฟังดูแปลก ๆ แต่ผมก็เชื่อว่าธรรมชาตินั้นมีเหตุผลสำหรับทุก ๆ กฎเกณฑ์บนโลกใบนี้
วันว่างของผมเองมีค่อนข้างน้อยด้วยเพราะงานที่ต้องทำแบบไม่มีวันหยุด ที่เขียนแบบนี้ไม่เกินเลยนะเพราะวันหยุด ไม่มีจริงๆ เสาร์-อาทิตย์ ก็ยังต้องทำงาน เฮ้อ...เหนื่อยเหมือนกันนะ ฮิๆๆที่บ่นแบบขอความเห็นใจเล็กน้อย เพราะช่วงนี้ผมเองไม่ค่อยจะปรับปรุงเวปไซด์
เมื่อตอนผมยังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยก เที่ยววิ่งเล่นอยู่ตามทุ่งนา ท้องร่องคูคลอง ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีเกมคอมให้เล่นหรือแม้นแต่เกมกดจอขาว-ดำก็ไม่มี(อูย...คนอ่านเริ่มจะนับอายุคนเขียนแล้วล่ะสิ) ดังนั้นการไปไปช้อนจับปลาเอามาเลี้ยงเล่นจึงเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เด็กต่างจังหวัดอย่างผมชื่นชอบ ต้องบอกก่อนว่าสมัยผมเป็นเด็กนั้นโดยพื้นเพแล้ว ผมเป็นคนปักษ์ใต้ แต่เพราะคุณพ่อรับราชการผมจึงไปอยู่หลายพื้นที่ ไม่ว่าจะภาคอีสานหรือภาคเหนือ และไม่ว่าผมจะไปอยู่ที่ไหน ปลา เป็นสิ่งที่ผมมักจะจับมาเลี้ยงเสมอ จนบางครั้งพ่อแม่ก็ชื่นชมด้วยเสียบ่นบนด่า เพราะว่าปลาที่จับมาเลี้ยงส่วนใหญ่มักจะไม่ยอมหายใจโดยการประท้วงอดอาหารจนตาย ทำให้เด็กบ้านนอกอย่างผมอยากรู้เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงามว่าเขาเลี้ยงกันแบบไหนปลาถึงจะไม่ตาย แต่ก็ไม่แหล่งข้อมูลให้คันหามากนักนอกจากคนที่เขาเลี้ยงอยู่ก่อนบอกเล่าให้ฟัง ซึ่งบางเรื่องก็ฟังแล้วก็มีประโยชน์อยู่บ้างแต่บางเรื่องไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
ดูเป็นนิยายมากกว่า แต่เพราะช่วงนั้นผมไม่มีช่องทางอื่นในการหาความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงามจึงต้องทนฟังนิยายไป...แต่บางครั้งก็สนุกดี...ฮา...ในช่วงที่ผมเริ่มเลี้ยงปลาสวยงามแบบเป็นเรื่องเป็นราวนั้น
ปลาอย่างแรกที่ผมเริ่มเลี้ยงก็คือปลากัด แต่ในสมัยนั้นผมอยู่ทางอีสาน
เมื่อมีเวลาว่างผมก็จะรวมกลุ่มกับเพื่อนไปหาช้อนปลากัดมาเลี้ยง
บางครั้งก็เอามากัดกันบ้างตามประสาเด็กบ้านนอก ปลาของใครกัดชนะก็เดินกร่างกันเลย
ส่วนเพื่อนที่แพ้ก็ต้องเลี้ยงขนม
ผมละจากการเลี้ยงปลาสวยงามไประยะหนึ่งด้วยเหตุผลที่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยและทำงานเมื่อเรียนจบจนกระ ทั่งได้มีโอกาสเจอกับญาติที่อยู่ต่างจังหวัด (ลืมบอกไปตอนนี้ผมเป็นกลายเป็นคนกรุงเต๊บ ฮิๆๆ) เขามาชวนผมให้เลี้ยงปลากัดสวยงาม และนั่นคืออีกครั้งที่ผมเห็นปลากัดว่ามันเปลี่ยงแปลงไปขนาดไหน ความคิดตอนนั้นคือ โอ๊ววววว...แม่เจ้าอะไรมันจะงามขนาดนั้น ปลากัดเปลี่ยนไป สวยขึ้น สง่าขึ้น แพงขึ้น และหาจากธรรมชาติได้ยากขึ้น(เวรกรรม)
ผมเขามาคลุกคลีกับปลากัดและปลาสวยงามอีกครั้งอย่างง่ายดายเหมือนคนเคยติดยาแล้วกลับมาเสพใหม่ ในช่วงนั้นผมก็ได้พบกับเพื่อนในวงการปลากัดท่านหนึ่ง คือคุณนธี ซึ่งเป็นคนเพาะและพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดยักษ์ ในยุคนั้นอินเตอร์เน็ทเริ่มเข้ามามีบทบาทกับวิถีชีวิตคนไทย ผมจึงนำเสนอเรื่องราวของปลากัดยักษ์ที่คุณนธีพัฒนาขึ้นมาเป็นคนแรกของประเทศ...เอ...หรือของโลก เพราะคุณนธีคือคนแรกที่พัฒนาปลากัดยักษ์แบบเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งในยุคแรกๆเมื่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ท ก็มีแต่เสียงด่าว่าเป็นปลาค้างบ่อ ปลาแก่ หรืออะไรก็แล้วแต่บรรดากูรู(กูรู้ไปหมด)จะอดอ้างภูมิปัญญา ผมเองก็ได้รับอนิสงฆ์เสียงด่าจากกูรูเหล่านี้ด้วย เพราะดันเอาเรื่องปลากัดยักษ์ไปเปิดในโลกอินเตอร์เน็ทบนเวปบอร์ดต่างๆซึ่งบรรดากูรูก็เข้ามาโพสข้อความความคิดเห็นซึ่งส่วนใหญ่คือโจมตี แม้นตอนนั้นพวกคุณนธีและผมจะพยามทำกิจกรรมของปลากัดยักษ์ไม่ว่าประกวดหรือตั้งชมรมแต่สุดท้ายทุกอย่างก็จบเพราะเราคนไทยด้วยกันเอง นั่นทำให้ผมท้อและถอยออกจากวงการปลาสวย งามไปช่วงหนึ่ง แต่วันนี้ผมกลับมาอีกครั้งก็บอกแล้วเหมือนคนติดยาที่เลิกไม่ได้ผมตั้งใจว่าจะเดินหน้าเรื่องปลาสวยงามไทยโดยเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงปลาสวยงามอย่างถูกวิธี
รวมถึงการทำการตลาดสำหรับผู้ที่อยากเดินบนเส้นทางธุรกิจปลาสวยงาม โดยผ่านเวปไซด์
www.thaifancyfish.com
ผมไม่บังอาจประกาศว่าผมเป็นกูรู (กูรู้ไปหมด)
เพียงแต่ผมเป็นแค่คนที่สนใจเรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม
และอยากให้วงการปลาสวยงามของไทยเป็นวงการที่ผู้คนทั่วโลกต่างชื่นชมยกย่องว่าเราคือเบอร์หนึ่งของโลกอย่าลืมว่าปลาสวยงามของเราวันนี้แม้นจะเติบโตแต่ก็ไม่แข็งแรง เพราะการช่วยเหลือจากภาครัฐนั้นน้อยมาก แล้วเราผู้ที่นิยมปลาสวยงามไทยจะมาทำตัวเป็นกูรู ถล่มคนไทยด้วยกันเองทำไม ปลาสวยงามวันนี้สวยงามขึ้นกว่าวันวาน แต่ใจคนไทยกลับถดถอยเสื่อมลง
นายปลา
สำหรับผู้ที่สนใจและมีความสามารถในการออกแบบโลโก้
ก็สามารถติดต่อได้กับทางสมาคมอนุรักษ์และพัฒนาปลากัดสยาม
กระซิบกันนิดหน่อยงานนี้เงินรางวัลไม่น้อยนะครับ...ขอบอก...
ส่งผลงานประกวดได้ที่ นิตยสารแฟนซีฟิช ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปครับ
ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่
087-0738299 คุณต่อ , 089-9801588
คุณต้น interfish
นักเลี้ยงปลาสวยงามบางคนเลี้ยงปลาด้วยความเชื่อผิด ๆ
เชื่อเพราะว่าเป็นเรื่องที่บอกต่อ ๆ กันมา โดยไม่ได้ไตร่ตรองเหตุผล
แล้วก็นำไปปฏิบัติอย่างผิด ๆ บางครั้งก็ขัดกับหลักวิชาการ
ก่อให้เกิดผลเสียกับปลาทั้งระยะสั้นและระยะยาว
หรืออีกอย่างหนึ่งเรียกว่าเป็นการทารุณปลาโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น
การแช่ปลาในน้ำเกลือเข้มข้น หรือการใส่เกลือลงในบ่อเลี้ยงปลาเป็นประจำ
บางคนนำปลาในบ่อที่ไม่ได้เจ็บป่วยขึ้นมาจากบ่อเลี้ยง นำมาแช่เกลือเดือนละ 1-2 ครั้ง
นานประมาณ 30 วินาที มีผลทำให้ปลาแสดงอาการทุรนทุราย
โดยอ้างเหตุผลว่าการทำเช่นนั้นเป็นการล้างตัวปลาให้ปลอดจากเชื้อโรค
หรือบางคนก็อ้างว่าทำให้ปลาผิวพรรณดี
เกลือเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของผู้เลี้ยงปลาสวยงาม เพราะราคาถูก
แต่มีประโยชน์มาก เช่น ช่วยลดความเครียดให้ปลา ทำให้ปลาสดชื่น
ทำให้พิษของแอมโมเนียในน้ำลดลง และยังช่วยฆ่าเชื้อโรคบางชนิดอีกด้วย
แต่ถ้าใช้อย่างผิด ๆ ก็เหมือนดาบสองคมที่จะย้อนมาทำลายปลาได้เหมือนกัน
ผลเสียที่นำปลามาแช่น้ำเกลือ เช่น การแช่ปลาในน้ำเกลือที่มีค่าความเค็มมากกว่า
20 ppt ขึ้นไปมีผลเสียต่อปลา คือ ความเค็มของเกลือเข้มข้นจะทำลายเซลล์ผิวของปลา
ทำให้ปลาสูญเสียเมือก ซึ่งเป็นเกราะช่วยป้องกันโรค เหงือกปลาจะฉีกขาดมีเลือดซึมและ
อาจจะทำให้ปลาตายได้
เรารู้ได้อย่างไรว่าเราต้องใช้เกลือเมื่อไหร่
ทางวิชาการเราอาจต้องใช้เกลือในการรักษาปลาที่มีบาดแผลบริเวณลำตัว เช่น
การตกเลือดที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการติดเชื้อโปรโตซัวบริเวณบาดแผล
สามารถรักษาได้โดยแช่ปลาในน้ำเกลือที่มีความเค็มประมาณ 3-5 ppt จนกว่าแผลจะหาย
และยังช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและโปรโตซัวบางชนิดได้ บาดแผลก็จะไม่ลุกลาม
ทำให้ปลามีสุขภาพดีขึ้น
การใช้เกลือรักษาบาดแผลที่ไม่ลุกลามมากจะได้ผลดีเทียบเท่ากับการใช้ยาหรือสารเคมี
การใส่เกลือลงในบ่อเลี้ยงปลาเป็นประจำ
ผู้เลี้ยงปลาสวยงามนิยมใส่เกลือลงไปหลังจากเปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อฆ่าเชื้อโรค
หรือตามแต่โอกาสจะอำนวย การใช้เกลือช่วยในการรักษาบาดแผล
น้ำที่เลี้ยงมีค่าความเค็มระหว่าง 3-5 ppt (เกลือ 3.5 กก./ น้ำ 1 ตัน) หรือ เกลือ
3-5 ขีด / น้ำ 100 ลิตร จึงจะมีผลในการรักษา แต่น้ำมีค่าความเค็มต่ำกว่าที่กำหนด
ยังไม่มีการอ้างอิงทางวิชาการว่าจะเป็นประโยชน์หรือโทษต่อปลา
เกลือที่สะสมจะทำให้จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในน้ำตายระบบกรองมีปัญหา
แอมโมเนียในบ่อจะสูง และปลาอาจจะตายได้
การใช้ยาหรือสารเคมีรักษาปลา เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ดังนั้นควรป้องกันปัญหาโดยวิธีเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อให้สะอาด
หมั่นทำความสะอาดระบบกรองและวัสดุกรองอย่างน้อยเดือนละครั้ง ให้อาหารที่ดีแก่ปลา
สังเกตพฤติกรรมของปลา เพียงเราเอาใจใส่ดูแลปลาของเราอย่างใกล้ชิด
ปลาของเราก็จะมีสุขภาพที่ดีได้
อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาทองมีหลากหลายชนิด
ทั้งอาหารมีชีวิตและอาหารสำเร็จรูปซึ่งแต่ละชนิดมีคุณค่าทางอาหารต่างกันไป
การเลือกใช้อาหารแต่ละชนิดขึ้นกับความเชื่อและความสะดวกของผู้เลี้ยง
แต่ไม่ว่าจะให้อาหารชนิดใดก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงที่สุดคือ
ปริมาณการให้ที่เหมาะสมและความสะอาดของอาหารที่ให้
ชนิดของอาหาร
1.อาหารมีชีวิตหรืออาหารสด ปลาทองเป็นปลาที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์
แต่อาหารที่พวกมันชอบมากที่สุดก็คง
หนีไม่พ้นลูกน้ำ ไรแดง ไรทะเล หนอนแดง และไส้เดือนน้ำลูกน้ำ
อาหารชั้นเลิศที่เพาะเลี้ยงต่างเสาะหามาให้ปลาของตนกิน
เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงย่อยง่าย ปลากินแล้วโตเร็ว แต่มักมีปัญหาเรื่องโรค
เพราะลูกน้ำมักเกิดในแหล่งน้ำที่สกปรก
เพราะฉะนั้นก่อนนำมาให้ปลากินควรมีการล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน
ไรแดง เป็นอาหารสำหรับอนุบาลลูกปลาวัยอ่อนหรือให้ปลาโตกิน มีทั้งมาจากการเพาะเลี้ยงและมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่วนใหญ่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ก่อนให้ปลากินควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน ไรแดงมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2 วัน หรือถ้าต้องการเก็บรักษาไว้ใช้นานๆก็นำไปแช่ในช่องฟรีซ แต่ชอบกินไรแดงเป็นๆมากกว่า
ไรทะเล
เป็นอาหารมีชีวิตที่ค่อนข้างสะอาด เพราะอาศัยอยู่ในน้ำเค็ม แต่ก็ใช้ว่าไม่มีเชื้อโรคเลย
เพราะบางครั้งเชื้อโรคอาจมาจากการใช้กระชอนที่ไม่สะอาดตักไรทะเลให้ปลากิน หรือใส่ไรทะเลในภาชนะที่ไม่สะอาด ส่วนใหญ่ไรทะเลที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงปลาทองมาจากฟาร์มเพาะเลี้ยงแถบทั้งนั้น การเก็บรักษาไรทะเลก็ให้ทำเหมือนกับการเก็บไรแดง เพียงแต่ต้องใส่เกลือลงไปในน้ำเพื่อให้น้ำมีความเค็ม
หนอนแดง
เป็นอาหารที่นิยมใช้ในการเลี้ยงปลาทอง เพราะเชื่อว่ามีสารเร่งสีตามธรรมชาติอยู่ในตัวเนื่องจากเป็นอาหารที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเหมือนกับลูกน้ำและไรแดง ก่อนนำมาใช้ต้องล้างทำความสะอาดเสียก่อน
แต่ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารปลาหลายรายนำหนอนแดงสดไปฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนและแพ็คด้วยกระดาษฟอยด์ สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานด้วยการแช่แข็ง
ไส้เดือนน้ำ
เป็นอาหารมีชีวิตที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติมีโปรตีนสูงพอสมควร แต่ที่ไม่ค่อยมีใครนิยมนำมาใช้เลี้ยงปลาทองเพราะไส้เดือนตายง่าย การเก็บรักษาค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องใส่ในภาชนะที่มีน้ำไหลผ่านอยู่ตลอดเวลาหรืออาจต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยๆจึงจะมีชีวิตอยู่ได้นาน
ข้อควรปฎิบัติในการนำอาหารมีชีวิตมาให้ปลากิน
1.อาหารหลายชนิดมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
เพราะฉะนั้นก่อนนำมาให้ปลากินต้องล้างน้ำเปล่าให้สะอาด และแช่ในด่างทับทิมเข้มข้น
100-150 ppm นาน 3-5 นาที
2.หมั่นคัดตัวที่ตายออกจากภาชนะที่ใส่
เพราะตัวที่ตายจะหมักหมมจนก่อให้เกิดเชื้อโรคได้
3.ไม่นำกระชอนหรือภาชนะที่ใส่อาหารมีชีวิตไปใช้ปะปนกัน
ก่อนนำไปใช้ควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน
ข้อดีของอาหารมีชีวิต
- มีเส้นใยมาก ย่อยง่าย ทำให้ปลากินได้บ่อยครั้ง
- อาหารมีชีวิตมีองค์ประกอบของกรดอะมิโนอิสระที่สำคัญ ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโต
- มีสารสีธรรมชาติที่ปลาไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง
- ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคให้ปลา
- มีราคาต่ำ
องค์ประกอบทางเคมีของอาหารมีชีวิตแต่ละชนิด
2.อาหารสำเร็จรูป ที่นิยมใช้เลี้ยงปลาทอง ได้แก่ อาหารเม็ด
ควรเลือกอาหารที่มีโปรตีนสูงจะทำให้ปลาเจริญเติบโตดีและมีสีสันสวยงาม
อาหารที่มีโปรตีนต่ำทำให้ปลาเจริญเติบโตช้าและมีความสมบูรณ์ทางเพศน้อยหรือถ้าอาหารมีปริมาณโปรตีนมากเกินไปอาจทำให้ปลาขับถ่ายของเสียออกมามาก
ปริมาณแอมโมเนียในน้ำมีสูง ทำให้เป็นพิษต่อปลา
อาหารสำเร็จรูปหลากหลายยี่ห้อในปัจจุบันมีส่วนผสมของสารเร่งสีที่ช่วยในการเร่งสีปลา
ก่อนซื้อมาใช้ก็ควรดูส่วนผสมที่ข้างซองก่อนว่ามีสารเหล่านี้ผสมอยู่มากน้อยเพียงใด
ส่วนใหญ่สารเร่งสีที่ผสมอยู่ในอาหารสำเร็จรูปนั้น จะเป็นสารเร่งสีในกลุ่มเบต้าแคโรทีน
Beta-carotene อย่างสารลูทีน (Lutein) ซีอาแซนทีน (Zeaxanthin) และแอสตาแซนทีน (Astaxanthin)
ส่วนสารสีในกลุ่มอื่น เช่น ไลโคพีน(Lycopene) พบมากในพืชจำพวกมะเขือเทศและแครอท
แม้ว่าเป็นสารจำพวกเบต้าแคโรทีนเหมือนกัน แต่ก็ไม่สามารถเร่งสีแดงในปลาทองได้
เนื่องจากร่างกายของปลาทองไม่มีกลไกลในการเปลี่ยนสารไลโคพีนให้เป็นแอสตาแซนทีน
ตรงข้ามกับสาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina)
ที่สามารถเร่งสีแดงของปลาทองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสาหร่ายดังกล่าวมีสารสีประเภทลูทีนและซีอาแซนทีน
ซึ่งร่างกายของปลาทองมีกลไกลบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนลูทีนและซีอาแซนทีนไปเป็นแอสตาแซนทีนและนำไปใช้ประโยชน์ได้
คุณสมบัติของสาหร่ายสไปรูลิน่า นอกเหนือจากเร่งสีแดงให้ปลาทองแล้ว
มีปริมาณโปรตีนสูง 50-60% มีกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อปลา
สารสีที่พบในสาหร่ายยังเป็นสารตั้งต้นของสารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของปลา
เช่น สารตั้งต้นของวิตามินเอและฮอร์โมนบางชนิด
การเก็บรักษาสาหร่ายสไปรูลิน่า
ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและมืด ภาชนะบรรจุควรอยู่ในถุงฟอยด์ที่ปิดมิดชิด
อากาศเข้าไม่ได้ เนื่องจากสารสีเหล่านี้มีความไวต่อแสงสว่างและออกซิเจน
หากสัมผัสอากาศนานๆจะเกิดการอ๊อกซิแดนท์ ในการผสมสาหร่ายในอาหารปลา
ควรใช้ในปริมาณน้อยๆพอให้ปลากินหมดในแต่ละมื้อ ไม่ควรผสมคราวละมากๆแล้วทิ้งไว้
เพราะทำให้คุณสมบัติบางอย่างสูญเสียไป
ข้อดีของอาหารสำเร็จรูป
- มีสารอาหารครบถ้วน
- สะอาดปลอดภัย และเก็บไว้ได้นาน
- มีให้เลือกหลายชนิด และสะดวกต่อการใช้
หลักในการให้อาหารปลาทอง
1.ปลาในแต่ละช่วงอายุจะมีความต้องการอาหารไม่เท่ากัน
ลูกปลาเล็กขนาดไม่เกิน 2 นิ้ว อายุไม่เกิน 2 เดือน
มีความต้องการโปรตีนประมาณ 60%-80% เพื่อการเจริญเติบโต
ปลาวัยรุ่นขนาดไม่เกิน 3 นิ้ว อายุระหว่าง 2-4 เดือน มีความต้องการโปรตีน
ประมาณ40%-60% เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ทางเพศ
ปลาโตเต็มวัยขนาด 3 นิ้วขึ้นไป อายุ 4 เดือนขึ้นไป มีความต้องการโปรตีน
ประมาณ 30%-40%
2.การให้อาหารปลาทองควรให้วันละ 3-5% ของน้ำหนักปลา
เช่นปลาที่เลี้ยงไว้ทั้งหมด น้ำหนัก 500 กรัม ควรให้อาหารเม็ดวันละ 15-25 กรัม
(ปลาทอง ขนาดความยาว 12.5 ซม. จะมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 100 กรัม)
3.แบ่งมื้ออาหารในการให้ออกเป็นหลายมื้อ ถ้าไม่มีเวลาอย่างน้อยๆก็ควรให้วันละ
2 มื้อ
4.ปริมาณอาหารที่ให้ในแต่ละมื้อไม่ควรให้มากเกินไป ปลาควรกินให้หมดภายใน 15
นาที
5.ควรให้อาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง
6.ปลาไม่ยอมกินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อนจึง ต้องมีการฝึกให้กินอาหารนั้นก่อน
7.การเลือกชนิดอาหารและปริมาณในการให้อาหาร
ต้องคำนึงถึงระบบการจัดการน้ำในการเลี้ยง
8.ก่อนนำอาหารที่มีชีวิตมาให้ปลากินควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน
หายหน้าหายตาไปเพราะมีเรื่องอื่นๆให้ทำเยอะครับเลยไม่มีเวลามาปรับปรุงบล็อกนี้สักเท่าไหร่



ให้ความสนใจกับจำนวนเงินมหาศาลเหล่านี้ปล่อยให้ประเทศสิงคโปร์เป็น
