อาชีพอิสระ "เปิดร้านขายปลาสวยงาม"
ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังสับสนวุ่นวาย หลายคนและหลายครอบครัวอาจจะมีปัญหาเรื่องการเงินบ้าง(ผมก็เป็น) หลายๆครั้งผมนั่งมองตัวเองว่าจะทำมาหากินอะไรดี เพราะชีวิตเราตอนนี้มันไม่ใช่เด็กๆที่เที่ยววิ่งเล่นโดยไม่ต้องสนใจอะไร เมื่อตอนที่พวกเรายังเป็นเด็ก ผมว่าพวกเราหลายคนคงไม่ต้องลำบากปากกัดตีนถีบอะไร จะมีเงินใช้มั้ย จะมีข้าวกินหรือเปล่า เราคงไม่ต้องคิด ปล่อยภาระเหล่านี้ให้พ่อแม่เราเขาเป็นคนคิด แต่
มาถึงตอนนี้เราจะมานั่งเฉยเหมือนตอนเราเป็นเด็กคงไม่ได้อีกแล้ว เราหลายคนต้องรับผิดชอบตัวเอง ต้องเลี้ยงดูครอบครัว ผมคงเป็นหนึ่งที่ตกอยู่ในสภาพแบบนั้น แม้นจะไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตใครมากมายแต่อย่างน้อยผมก็ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตและลมหายใจของตัวเอง มาถึงวันนี้ผมมานั่งทบทวนว่าอาชีพอะไรที่ผมจะทำเพื่อหารายได้เลี้ยงดูตัวเอง ไม่เป็นภาระของพ่อแม่ อาชีพอะไรที่ผมรักและคิดว่าผมมีความสุขเมื่อได้ทำมัน และมันต้องไม่ใช้เงินลงทุนมากนัก อีกหนึ่งอาชีพที่เราคนไทยผู้ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากนัก และอาชีพนี้หากเราขยันหมั่นหาความรู้เพิ่มเติม อีกทั้งหากบ้านเรามีเนื้อที่พอประมาณ เราก็สามารถที่จะเพาะพันธุ์ปลาสวยงามของเราออกขายเอง เป็นการลดต้นทุนอย่างหนึ่งในการเปิดร้านเล็กๆ ดังนั้นผมจึงอยากจะลงแนะนำผู้ที่กำลังอยากจะทำร้านค้าเล็กๆลองมองดูอาชีพขายปลาสวยงามดูนะครับ ผมว่าอาชีพนี้ไม่ต้องลงทุนสูง และสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นธุรกิจได้อย่างหยั่งยืน
เปิดร้านขายปลาสวยงาม
เงินลงทุน ครั้งแรกประมาณ 20,000 - 30,000 บาท รายได้ ตู้เลี้ยงปลา เครื่องทำออกซิเจน ตู้พักปลา กระชอนช้อนปลา เครื่องดูด/ ถ่ายน้ำ เครื่องกรองน้ำ อาหารปลาและอุปกรณ์ประดับตู้ปลา แหล่งจำหน่ายพันธุ์ปลา/อุปกรณ์ บางบัว เขตบางเขน สวนจตุจักร วิธีดำเนินการ 1. หาซื้อตู้เลี้ยงปลาขนาดใหญ่ ประมาณ 2-3 ตู้ แล้วล้างน้ำให้สะอาด 2. นำตู้ปลาไปตั้งในที่จัดเตรียมไว้ บรรจุหิน ปะการังและต้นไม้น้ำ ตกแต่งให้สวยงาม ติดตั้งเครื่องกรองน้ำและเครื่องทำออกซิเจนลงในตู้ 3. ใส่น้ำลงในตู้ปลาให้เกือบเต็ม โดยใช้เครื่องดูดน้ำจากน้ำสะอาดที่เตรียมไว้แล้วในอีกภาชนะหนึ่ง 4. นำพันธุ์ปลาที่เป็นที่นิยมของตลาด เช่น ปลาเงินปลาทอง ปลาคราฟ ปลาบอลลูน ปลาเทวดา ฯลฯ มาใส่ในตู้พักปลา เพื่อปรับสภาพหลังการเคลื่อนย้าย 5. เมื่อปลาแข็งแรงดีแล้วใช้กระชอนค่อย ๆ ช้อนปลาลงในตู้ปลาที่จัดเตรียมไว้ในปริมาณที่เหมาะสมกับเนื้อที่ว่างของตู้ 6. ให้อาหารปลาเป็นเวลาอย่างสม่ำเสมอ ในปริมาณที่พอเหมาะวันละ 1 ครั้ง หากปลากัดกันให้แยกออกหรือปลาเป็นโรค ให้แยกปลาไว้ต่างหากแล้วใช้ยารักษา และเปลี่ยนน้ำใหม่ในตู้ปลาหมั่นเปลี่ยนน้ำในตู้ปลาทุกวัน ตลาด/แหล่งจำหน่าย ย่านชุมชนหรือใกล้สถานศึกษา สถานที่ให้คำปรึกษา1. สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงาม กรมประมง โทร. 0-2558-01722. ประมงจังหวัดทุกจังหวัด ข้อแนะนำ 1. ผู้ประกอบอาชีพนี้ควรเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของปลา โดยศึกษาจากหนังสือหรือสอบถามผู้มีความรู้ เพื่อสามารถเลี้ยงได้ถูกวิธีและแนะนำลูกค้าได้ 2. น้ำที่ใส่ในตู้ปลาหากจำเป็นต้องใช้น้ำประปา ควรรองน้ำทิ้งไว้ก่อนนำไปใช้ 3. ควรมีอุปกรณ์ประดับตู้ปลา อาหาร และยารักษาปลา จำหน่ายร่วมด้วยเพื่อเพิ่ม รายได้
ผมอยากจะเล่าถึงอีกชีวิตหนึ่งที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติที่แตกต่างไปจากพวกเราปลาทองนั้นพบมากทั่วไปในมหาสมุทรอินเดีย ดำรงชีวิตด้วยการลอยตัวอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เหนือแนวปะการัง เพื่อจับกินแพลงก์ตอนที่ล่องลอยปะปนมากับกระแสน้ำ ในฝูงของปลาทองแต่ละฝูงนั้น ประกอบไปด้วยปลา ๓ กลุ่มด้วยกัน คือ ปลาตัวเมียที่มีสีเหลืองอมส้ม ปลาตัวเมียนี้จะมีขนาดลำตัวโตไม่เกิน ๗ เซนติเมตร และนับเป็นปลาที่มีจำนวนมากกว่า ๙๐ เปอร์เซนต์ ในแต่ละฝูง
ปลากลุ่มที่ ๒ คือ
ปลาตัวผู้ที่มีลำตัวสีม่วงแดง มีแถบสีเหลืองบนลำตัว และบนครีบหลังมีกระโดงยื่นยาวออกไป ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ปลาตัวผู้มีขนาดลำตัวที่ใหญ่ขึ้นมาโดยเฉลี่ยประมาณ ๑๒ เซนติเมตร
ส่วนปลากลุ่มที่ ๓ คือ
ปลาตัวเมียในขณะที่กำลังเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นตัวผู้ คือจะมีลักษณะกึ่งกลางระหว่างปลาตัวเมียและตัวผู้ ขึ้นอยู่กับว่าในขณะนั้นมันได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปถึงขั้นไหน ในบางครั้งเราจึงอาจจะเห็นปลาทองตัวสีเหลืองอมส้มที่มีครีบหลังยื่นยาวออกมาเหมือนกับปลาตัวผู้ ปะปนอยู่ในกลุ่มของปลาตัวเมีย
ในฝูงของปลาทองฝูงหนึ่ง ๆ นั้น จะมีอัตรส่วนระหว่างปลาตัวเมียและปลาตัวผู้ประมาณ ๑๐ : ๑ เมื่อมีจำนวนสมาชิกตัวเมียในฝูงเพิ่มขึ้น จำนวนของสมาชิกตัวผู้ก็จะเพิ่มขึ้นตาม โดยปลาตัวเมียบางตัวที่แข็งแรงในฝูงนั้นจะปรับตัวเองขึ้นมาให้เป็นตัวผู้ เพื่อให้สมดุลกับอัตราส่วนของสมาชิกในฝูง
สรุปว่าเมื่อแรกเกิดปลาทองทุกตัวจะเป็นปลาตัวเมีย แต่เมื่อเติบโตขึ้นจนเต็มวัยแล้วจะมีปลาเพียงบางตัวเท่านั้นที่จะปรับตัวเองให้กลายเป็นปลาตัวผู้ เมื่อปลาตัวผู้ในฝูงมีจำนวนลดลงหรือมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น
แม้จะฟังดูแปลก ๆ แต่ผมก็เชื่อว่าธรรมชาตินั้นมีเหตุผลสำหรับทุก ๆ กฎเกณฑ์บนโลกใบนี้
วันว่างของผมเองมีค่อนข้างน้อยด้วยเพราะงานที่ต้องทำแบบไม่มีวันหยุด ที่เขียนแบบนี้ไม่เกินเลยนะเพราะวันหยุด ไม่มีจริงๆ เสาร์-อาทิตย์ ก็ยังต้องทำงาน เฮ้อ...เหนื่อยเหมือนกันนะ ฮิๆๆที่บ่นแบบขอความเห็นใจเล็กน้อย เพราะช่วงนี้ผมเองไม่ค่อยจะปรับปรุงเวปไซด์
เมื่อตอนผมยังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยก เที่ยววิ่งเล่นอยู่ตามทุ่งนา ท้องร่องคูคลอง ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีเกมคอมให้เล่นหรือแม้นแต่เกมกดจอขาว-ดำก็ไม่มี(อูย...คนอ่านเริ่มจะนับอายุคนเขียนแล้วล่ะสิ) ดังนั้นการไปไปช้อนจับปลาเอามาเลี้ยงเล่นจึงเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เด็กต่างจังหวัดอย่างผมชื่นชอบ ต้องบอกก่อนว่าสมัยผมเป็นเด็กนั้นโดยพื้นเพแล้ว ผมเป็นคนปักษ์ใต้ แต่เพราะคุณพ่อรับราชการผมจึงไปอยู่หลายพื้นที่ ไม่ว่าจะภาคอีสานหรือภาคเหนือ และไม่ว่าผมจะไปอยู่ที่ไหน ปลา เป็นสิ่งที่ผมมักจะจับมาเลี้ยงเสมอ จนบางครั้งพ่อแม่ก็ชื่นชมด้วยเสียบ่นบนด่า เพราะว่าปลาที่จับมาเลี้ยงส่วนใหญ่มักจะไม่ยอมหายใจโดยการประท้วงอดอาหารจนตาย ทำให้เด็กบ้านนอกอย่างผมอยากรู้เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงามว่าเขาเลี้ยงกันแบบไหนปลาถึงจะไม่ตาย แต่ก็ไม่แหล่งข้อมูลให้คันหามากนักนอกจากคนที่เขาเลี้ยงอยู่ก่อนบอกเล่าให้ฟัง ซึ่งบางเรื่องก็ฟังแล้วก็มีประโยชน์อยู่บ้างแต่บางเรื่องไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
ดูเป็นนิยายมากกว่า แต่เพราะช่วงนั้นผมไม่มีช่องทางอื่นในการหาความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงามจึงต้องทนฟังนิยายไป...แต่บางครั้งก็สนุกดี...ฮา...ในช่วงที่ผมเริ่มเลี้ยงปลาสวยงามแบบเป็นเรื่องเป็นราวนั้น
ปลาอย่างแรกที่ผมเริ่มเลี้ยงก็คือปลากัด แต่ในสมัยนั้นผมอยู่ทางอีสาน
เมื่อมีเวลาว่างผมก็จะรวมกลุ่มกับเพื่อนไปหาช้อนปลากัดมาเลี้ยง
บางครั้งก็เอามากัดกันบ้างตามประสาเด็กบ้านนอก ปลาของใครกัดชนะก็เดินกร่างกันเลย
ส่วนเพื่อนที่แพ้ก็ต้องเลี้ยงขนม
ผมละจากการเลี้ยงปลาสวยงามไประยะหนึ่งด้วยเหตุผลที่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยและทำงานเมื่อเรียนจบจนกระ ทั่งได้มีโอกาสเจอกับญาติที่อยู่ต่างจังหวัด (ลืมบอกไปตอนนี้ผมเป็นกลายเป็นคนกรุงเต๊บ ฮิๆๆ) เขามาชวนผมให้เลี้ยงปลากัดสวยงาม และนั่นคืออีกครั้งที่ผมเห็นปลากัดว่ามันเปลี่ยงแปลงไปขนาดไหน ความคิดตอนนั้นคือ โอ๊ววววว...แม่เจ้าอะไรมันจะงามขนาดนั้น ปลากัดเปลี่ยนไป สวยขึ้น สง่าขึ้น แพงขึ้น และหาจากธรรมชาติได้ยากขึ้น(เวรกรรม)
ผมเขามาคลุกคลีกับปลากัดและปลาสวยงามอีกครั้งอย่างง่ายดายเหมือนคนเคยติดยาแล้วกลับมาเสพใหม่ ในช่วงนั้นผมก็ได้พบกับเพื่อนในวงการปลากัดท่านหนึ่ง คือคุณนธี ซึ่งเป็นคนเพาะและพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดยักษ์ ในยุคนั้นอินเตอร์เน็ทเริ่มเข้ามามีบทบาทกับวิถีชีวิตคนไทย ผมจึงนำเสนอเรื่องราวของปลากัดยักษ์ที่คุณนธีพัฒนาขึ้นมาเป็นคนแรกของประเทศ...เอ...หรือของโลก เพราะคุณนธีคือคนแรกที่พัฒนาปลากัดยักษ์แบบเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งในยุคแรกๆเมื่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ท ก็มีแต่เสียงด่าว่าเป็นปลาค้างบ่อ ปลาแก่ หรืออะไรก็แล้วแต่บรรดากูรู(กูรู้ไปหมด)จะอดอ้างภูมิปัญญา ผมเองก็ได้รับอนิสงฆ์เสียงด่าจากกูรูเหล่านี้ด้วย เพราะดันเอาเรื่องปลากัดยักษ์ไปเปิดในโลกอินเตอร์เน็ทบนเวปบอร์ดต่างๆซึ่งบรรดากูรูก็เข้ามาโพสข้อความความคิดเห็นซึ่งส่วนใหญ่คือโจมตี แม้นตอนนั้นพวกคุณนธีและผมจะพยามทำกิจกรรมของปลากัดยักษ์ไม่ว่าประกวดหรือตั้งชมรมแต่สุดท้ายทุกอย่างก็จบเพราะเราคนไทยด้วยกันเอง นั่นทำให้ผมท้อและถอยออกจากวงการปลาสวย งามไปช่วงหนึ่ง แต่วันนี้ผมกลับมาอีกครั้งก็บอกแล้วเหมือนคนติดยาที่เลิกไม่ได้ผมตั้งใจว่าจะเดินหน้าเรื่องปลาสวยงามไทยโดยเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงปลาสวยงามอย่างถูกวิธี
รวมถึงการทำการตลาดสำหรับผู้ที่อยากเดินบนเส้นทางธุรกิจปลาสวยงาม โดยผ่านเวปไซด์
www.thaifancyfish.com
ผมไม่บังอาจประกาศว่าผมเป็นกูรู (กูรู้ไปหมด)
เพียงแต่ผมเป็นแค่คนที่สนใจเรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม
และอยากให้วงการปลาสวยงามของไทยเป็นวงการที่ผู้คนทั่วโลกต่างชื่นชมยกย่องว่าเราคือเบอร์หนึ่งของโลกอย่าลืมว่าปลาสวยงามของเราวันนี้แม้นจะเติบโตแต่ก็ไม่แข็งแรง เพราะการช่วยเหลือจากภาครัฐนั้นน้อยมาก แล้วเราผู้ที่นิยมปลาสวยงามไทยจะมาทำตัวเป็นกูรู ถล่มคนไทยด้วยกันเองทำไม ปลาสวยงามวันนี้สวยงามขึ้นกว่าวันวาน แต่ใจคนไทยกลับถดถอยเสื่อมลง
นายปลา
นักเลี้ยงปลาสวยงามบางคนเลี้ยงปลาด้วยความเชื่อผิด ๆ
เชื่อเพราะว่าเป็นเรื่องที่บอกต่อ ๆ กันมา โดยไม่ได้ไตร่ตรองเหตุผล
แล้วก็นำไปปฏิบัติอย่างผิด ๆ บางครั้งก็ขัดกับหลักวิชาการ
ก่อให้เกิดผลเสียกับปลาทั้งระยะสั้นและระยะยาว
หรืออีกอย่างหนึ่งเรียกว่าเป็นการทารุณปลาโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น
การแช่ปลาในน้ำเกลือเข้มข้น หรือการใส่เกลือลงในบ่อเลี้ยงปลาเป็นประจำ
บางคนนำปลาในบ่อที่ไม่ได้เจ็บป่วยขึ้นมาจากบ่อเลี้ยง นำมาแช่เกลือเดือนละ 1-2 ครั้ง
นานประมาณ 30 วินาที มีผลทำให้ปลาแสดงอาการทุรนทุราย
โดยอ้างเหตุผลว่าการทำเช่นนั้นเป็นการล้างตัวปลาให้ปลอดจากเชื้อโรค
หรือบางคนก็อ้างว่าทำให้ปลาผิวพรรณดี
เกลือเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของผู้เลี้ยงปลาสวยงาม เพราะราคาถูก
แต่มีประโยชน์มาก เช่น ช่วยลดความเครียดให้ปลา ทำให้ปลาสดชื่น
ทำให้พิษของแอมโมเนียในน้ำลดลง และยังช่วยฆ่าเชื้อโรคบางชนิดอีกด้วย
แต่ถ้าใช้อย่างผิด ๆ ก็เหมือนดาบสองคมที่จะย้อนมาทำลายปลาได้เหมือนกัน
ผลเสียที่นำปลามาแช่น้ำเกลือ เช่น การแช่ปลาในน้ำเกลือที่มีค่าความเค็มมากกว่า
20 ppt ขึ้นไปมีผลเสียต่อปลา คือ ความเค็มของเกลือเข้มข้นจะทำลายเซลล์ผิวของปลา
ทำให้ปลาสูญเสียเมือก ซึ่งเป็นเกราะช่วยป้องกันโรค เหงือกปลาจะฉีกขาดมีเลือดซึมและ
อาจจะทำให้ปลาตายได้
เรารู้ได้อย่างไรว่าเราต้องใช้เกลือเมื่อไหร่
ทางวิชาการเราอาจต้องใช้เกลือในการรักษาปลาที่มีบาดแผลบริเวณลำตัว เช่น
การตกเลือดที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการติดเชื้อโปรโตซัวบริเวณบาดแผล
สามารถรักษาได้โดยแช่ปลาในน้ำเกลือที่มีความเค็มประมาณ 3-5 ppt จนกว่าแผลจะหาย
และยังช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและโปรโตซัวบางชนิดได้ บาดแผลก็จะไม่ลุกลาม
ทำให้ปลามีสุขภาพดีขึ้น
การใช้เกลือรักษาบาดแผลที่ไม่ลุกลามมากจะได้ผลดีเทียบเท่ากับการใช้ยาหรือสารเคมี
การใส่เกลือลงในบ่อเลี้ยงปลาเป็นประจำ
ผู้เลี้ยงปลาสวยงามนิยมใส่เกลือลงไปหลังจากเปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อฆ่าเชื้อโรค
หรือตามแต่โอกาสจะอำนวย การใช้เกลือช่วยในการรักษาบาดแผล
น้ำที่เลี้ยงมีค่าความเค็มระหว่าง 3-5 ppt (เกลือ 3.5 กก./ น้ำ 1 ตัน) หรือ เกลือ
3-5 ขีด / น้ำ 100 ลิตร จึงจะมีผลในการรักษา แต่น้ำมีค่าความเค็มต่ำกว่าที่กำหนด
ยังไม่มีการอ้างอิงทางวิชาการว่าจะเป็นประโยชน์หรือโทษต่อปลา
เกลือที่สะสมจะทำให้จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในน้ำตายระบบกรองมีปัญหา
แอมโมเนียในบ่อจะสูง และปลาอาจจะตายได้
การใช้ยาหรือสารเคมีรักษาปลา เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ดังนั้นควรป้องกันปัญหาโดยวิธีเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อให้สะอาด
หมั่นทำความสะอาดระบบกรองและวัสดุกรองอย่างน้อยเดือนละครั้ง ให้อาหารที่ดีแก่ปลา
สังเกตพฤติกรรมของปลา เพียงเราเอาใจใส่ดูแลปลาของเราอย่างใกล้ชิด
ปลาของเราก็จะมีสุขภาพที่ดีได้
อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาทองมีหลากหลายชนิด
ทั้งอาหารมีชีวิตและอาหารสำเร็จรูปซึ่งแต่ละชนิดมีคุณค่าทางอาหารต่างกันไป
การเลือกใช้อาหารแต่ละชนิดขึ้นกับความเชื่อและความสะดวกของผู้เลี้ยง
แต่ไม่ว่าจะให้อาหารชนิดใดก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงที่สุดคือ
ปริมาณการให้ที่เหมาะสมและความสะอาดของอาหารที่ให้
ชนิดของอาหาร
1.อาหารมีชีวิตหรืออาหารสด ปลาทองเป็นปลาที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์
แต่อาหารที่พวกมันชอบมากที่สุดก็คง
หนีไม่พ้นลูกน้ำ ไรแดง ไรทะเล หนอนแดง และไส้เดือนน้ำลูกน้ำ
อาหารชั้นเลิศที่เพาะเลี้ยงต่างเสาะหามาให้ปลาของตนกิน
เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงย่อยง่าย ปลากินแล้วโตเร็ว แต่มักมีปัญหาเรื่องโรค
เพราะลูกน้ำมักเกิดในแหล่งน้ำที่สกปรก
เพราะฉะนั้นก่อนนำมาให้ปลากินควรมีการล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน
ไรแดง เป็นอาหารสำหรับอนุบาลลูกปลาวัยอ่อนหรือให้ปลาโตกิน มีทั้งมาจากการเพาะเลี้ยงและมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่วนใหญ่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ก่อนให้ปลากินควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน ไรแดงมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2 วัน หรือถ้าต้องการเก็บรักษาไว้ใช้นานๆก็นำไปแช่ในช่องฟรีซ แต่ชอบกินไรแดงเป็นๆมากกว่า
ไรทะเล
เป็นอาหารมีชีวิตที่ค่อนข้างสะอาด เพราะอาศัยอยู่ในน้ำเค็ม แต่ก็ใช้ว่าไม่มีเชื้อโรคเลย
เพราะบางครั้งเชื้อโรคอาจมาจากการใช้กระชอนที่ไม่สะอาดตักไรทะเลให้ปลากิน หรือใส่ไรทะเลในภาชนะที่ไม่สะอาด ส่วนใหญ่ไรทะเลที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงปลาทองมาจากฟาร์มเพาะเลี้ยงแถบทั้งนั้น การเก็บรักษาไรทะเลก็ให้ทำเหมือนกับการเก็บไรแดง เพียงแต่ต้องใส่เกลือลงไปในน้ำเพื่อให้น้ำมีความเค็ม
หนอนแดง
เป็นอาหารที่นิยมใช้ในการเลี้ยงปลาทอง เพราะเชื่อว่ามีสารเร่งสีตามธรรมชาติอยู่ในตัวเนื่องจากเป็นอาหารที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเหมือนกับลูกน้ำและไรแดง ก่อนนำมาใช้ต้องล้างทำความสะอาดเสียก่อน
แต่ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารปลาหลายรายนำหนอนแดงสดไปฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนและแพ็คด้วยกระดาษฟอยด์ สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานด้วยการแช่แข็ง
ไส้เดือนน้ำ
เป็นอาหารมีชีวิตที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติมีโปรตีนสูงพอสมควร แต่ที่ไม่ค่อยมีใครนิยมนำมาใช้เลี้ยงปลาทองเพราะไส้เดือนตายง่าย การเก็บรักษาค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องใส่ในภาชนะที่มีน้ำไหลผ่านอยู่ตลอดเวลาหรืออาจต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยๆจึงจะมีชีวิตอยู่ได้นาน
ข้อควรปฎิบัติในการนำอาหารมีชีวิตมาให้ปลากิน
1.อาหารหลายชนิดมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
เพราะฉะนั้นก่อนนำมาให้ปลากินต้องล้างน้ำเปล่าให้สะอาด และแช่ในด่างทับทิมเข้มข้น
100-150 ppm นาน 3-5 นาที
2.หมั่นคัดตัวที่ตายออกจากภาชนะที่ใส่
เพราะตัวที่ตายจะหมักหมมจนก่อให้เกิดเชื้อโรคได้
3.ไม่นำกระชอนหรือภาชนะที่ใส่อาหารมีชีวิตไปใช้ปะปนกัน
ก่อนนำไปใช้ควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน
ข้อดีของอาหารมีชีวิต
- มีเส้นใยมาก ย่อยง่าย ทำให้ปลากินได้บ่อยครั้ง
- อาหารมีชีวิตมีองค์ประกอบของกรดอะมิโนอิสระที่สำคัญ ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโต
- มีสารสีธรรมชาติที่ปลาไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง
- ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคให้ปลา
- มีราคาต่ำ
องค์ประกอบทางเคมีของอาหารมีชีวิตแต่ละชนิด
2.อาหารสำเร็จรูป ที่นิยมใช้เลี้ยงปลาทอง ได้แก่ อาหารเม็ด
ควรเลือกอาหารที่มีโปรตีนสูงจะทำให้ปลาเจริญเติบโตดีและมีสีสันสวยงาม
อาหารที่มีโปรตีนต่ำทำให้ปลาเจริญเติบโตช้าและมีความสมบูรณ์ทางเพศน้อยหรือถ้าอาหารมีปริมาณโปรตีนมากเกินไปอาจทำให้ปลาขับถ่ายของเสียออกมามาก
ปริมาณแอมโมเนียในน้ำมีสูง ทำให้เป็นพิษต่อปลา
อาหารสำเร็จรูปหลากหลายยี่ห้อในปัจจุบันมีส่วนผสมของสารเร่งสีที่ช่วยในการเร่งสีปลา
ก่อนซื้อมาใช้ก็ควรดูส่วนผสมที่ข้างซองก่อนว่ามีสารเหล่านี้ผสมอยู่มากน้อยเพียงใด
ส่วนใหญ่สารเร่งสีที่ผสมอยู่ในอาหารสำเร็จรูปนั้น จะเป็นสารเร่งสีในกลุ่มเบต้าแคโรทีน
Beta-carotene อย่างสารลูทีน (Lutein) ซีอาแซนทีน (Zeaxanthin) และแอสตาแซนทีน (Astaxanthin)
ส่วนสารสีในกลุ่มอื่น เช่น ไลโคพีน(Lycopene) พบมากในพืชจำพวกมะเขือเทศและแครอท
แม้ว่าเป็นสารจำพวกเบต้าแคโรทีนเหมือนกัน แต่ก็ไม่สามารถเร่งสีแดงในปลาทองได้
เนื่องจากร่างกายของปลาทองไม่มีกลไกลในการเปลี่ยนสารไลโคพีนให้เป็นแอสตาแซนทีน
ตรงข้ามกับสาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina)
ที่สามารถเร่งสีแดงของปลาทองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสาหร่ายดังกล่าวมีสารสีประเภทลูทีนและซีอาแซนทีน
ซึ่งร่างกายของปลาทองมีกลไกลบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนลูทีนและซีอาแซนทีนไปเป็นแอสตาแซนทีนและนำไปใช้ประโยชน์ได้
คุณสมบัติของสาหร่ายสไปรูลิน่า นอกเหนือจากเร่งสีแดงให้ปลาทองแล้ว
มีปริมาณโปรตีนสูง 50-60% มีกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อปลา
สารสีที่พบในสาหร่ายยังเป็นสารตั้งต้นของสารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของปลา
เช่น สารตั้งต้นของวิตามินเอและฮอร์โมนบางชนิด
การเก็บรักษาสาหร่ายสไปรูลิน่า
ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและมืด ภาชนะบรรจุควรอยู่ในถุงฟอยด์ที่ปิดมิดชิด
อากาศเข้าไม่ได้ เนื่องจากสารสีเหล่านี้มีความไวต่อแสงสว่างและออกซิเจน
หากสัมผัสอากาศนานๆจะเกิดการอ๊อกซิแดนท์ ในการผสมสาหร่ายในอาหารปลา
ควรใช้ในปริมาณน้อยๆพอให้ปลากินหมดในแต่ละมื้อ ไม่ควรผสมคราวละมากๆแล้วทิ้งไว้
เพราะทำให้คุณสมบัติบางอย่างสูญเสียไป
ข้อดีของอาหารสำเร็จรูป
- มีสารอาหารครบถ้วน
- สะอาดปลอดภัย และเก็บไว้ได้นาน
- มีให้เลือกหลายชนิด และสะดวกต่อการใช้
หลักในการให้อาหารปลาทอง
1.ปลาในแต่ละช่วงอายุจะมีความต้องการอาหารไม่เท่ากัน
ลูกปลาเล็กขนาดไม่เกิน 2 นิ้ว อายุไม่เกิน 2 เดือน
มีความต้องการโปรตีนประมาณ 60%-80% เพื่อการเจริญเติบโต
ปลาวัยรุ่นขนาดไม่เกิน 3 นิ้ว อายุระหว่าง 2-4 เดือน มีความต้องการโปรตีน
ประมาณ40%-60% เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ทางเพศ
ปลาโตเต็มวัยขนาด 3 นิ้วขึ้นไป อายุ 4 เดือนขึ้นไป มีความต้องการโปรตีน
ประมาณ 30%-40%
2.การให้อาหารปลาทองควรให้วันละ 3-5% ของน้ำหนักปลา
เช่นปลาที่เลี้ยงไว้ทั้งหมด น้ำหนัก 500 กรัม ควรให้อาหารเม็ดวันละ 15-25 กรัม
(ปลาทอง ขนาดความยาว 12.5 ซม. จะมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 100 กรัม)
3.แบ่งมื้ออาหารในการให้ออกเป็นหลายมื้อ ถ้าไม่มีเวลาอย่างน้อยๆก็ควรให้วันละ
2 มื้อ
4.ปริมาณอาหารที่ให้ในแต่ละมื้อไม่ควรให้มากเกินไป ปลาควรกินให้หมดภายใน 15
นาที
5.ควรให้อาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง
6.ปลาไม่ยอมกินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อนจึง ต้องมีการฝึกให้กินอาหารนั้นก่อน
7.การเลือกชนิดอาหารและปริมาณในการให้อาหาร
ต้องคำนึงถึงระบบการจัดการน้ำในการเลี้ยง
8.ก่อนนำอาหารที่มีชีวิตมาให้ปลากินควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน
แต่มันคือบ้านปลา หรือตู้ปลา นี่คือสิ่งแรกที่เราต้องซื้อและเตรียมให้พร้อมก่อนที่จะลงมือเลี้ยงปลาสวยงาม
แล้วก็มาถึงข้อสงสัยของหลายคนว่าตู้ปลาขนาด48นิ้ว มันจะเลี้ยงปลาได้กี่ตัว เพราะว่าตู้มีขนาดใหญ่น่าจะเลี้ยงปลาได้เยอะเหมือนกันใส่ไปเหอะอย่าให้มันแน่นเกินไปก็พอ โฮ่ๆๆ...ไม่ใช่สิ่งที่ต้องหากคุณคิดแบบนั้นหรือว่ามีใครบอกคุณแบบนั้น
โดยเรามีสูตรคิดง่ายๆแบบนี้ ความจุน้ำ3ลิตรเลี้ยงปลาความยาวไม่เกิน1นิ้ว หากเราคิดแบบนี้เราจะทราบว่าตู้ใบนี้ของเราจะเลี้ยงปลาได้กี่ตัว...อ้าว...เหวอกันอีก เพราะมีบางคนสงสัยว่าแล้วจะไปรู้ได้ไง(ฟะ)ว่าตู้มันใส่น้ำได้กี่ลิตร ผมมีสูตรคำนวณมาให้อีก ฮิๆๆวันนี้มีแต่เรื่องการคำนวณ สูตรก็คือ กว้างxยาวxสูง แล้วหารด้วย0.016 เพียงเท่านี้เราก็จะได้ปริมาตรความจุของน้ำในตู้ปลาใบนั้นแล้วครับ




แต่บางคนก็เลี้ยงปลาตามกระแสตลาด ดังนั้นปลาสวยงามที่เป็นที่นิยมของตลาดจึงไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน บางคนชอบปลาใหญ่บางคนชอบปลาตัวเล็กๆน่ารักโดยส่วนตัวแล้วผมชอบปลาทุกชนิดนั่นล่ะครับแต่ที่เน้นหน่อยก็เห็นจะเป็นปลากัดเพราะความผูกพันในวัยเด็กและอีกอย่างปลากัดเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายใช้พื้นที่น้อยทำให้ที่บ้านผมมีปลากัดอยู่เยอะทีเดียว เริ่มจากหนึ่งตัวสองตัวไปเรื่อยๆ เพาะเองบ้างซื้อเขาบ้างจนช่วงที่ปลากัดมีมากสุดในบ้านก็ราวๆ3-4000ตัว เพราะผมเพาะเอง บ่อเพาะก็มีอยู่70 บ่อ เลี้ยงเยอะจนที่บ้านบอกไปทำมาหากินโดยการขายปลาเลยดีกว่ามั้ย แต่ผมไม่ได้เลี้ยงแค่ปลากัดนะครับยังมีปลาหางนกยูง ปลาหมอสี ปลาปอม ปลาสอด ปลาคราฟ ... ว้า...นอกเรื่องปลาสวยงามกันไปเยอะ เอาล่ะครับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า สำหรับปลาสวยงามในเมืองไทยที่นิยมเลี้ยงกันนั้น เวลานี้เห็นจะอินเทรนหน่อยก็ต้องปลาหมอสี โดยเฉพาะปลาครอสบรีด
ตอนนี้จัดได้ว่าเป็นปลากระแสแรงมากในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา เรียกว่าแซงปลากัดและปลาทองรันชูที่เคยฮิตติดกระแสกับเขาอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วทำไมน้อทำไมเจ้าปลาหมอสีถึงได้มาแรงแซงปลาเลือดเดือดอย่างปลากัด และเจ้าปลากระปุ๊กลุกอย่างปลาทองรันชูไปได้ เหตุผลส่วนหนึ่งเท่าที่ผมพอจะนึกออกนั่นก็น่าจะเป็นเพราะปลาหมอสีนั้นมีขนาดที่ใหญ่ สีสันสดใส มีท่าทางน่ารักๆซึ่งดูขัดกับรูปร่างที่ดูโหดๆ แถมบางตัวมีนิสัยขี้เล่น สามารถเล่นกับผู้เลี้ยง โดยให้จับตัวได้หรือว่ายตามมือ กินอาหารจากมือ อะไรแบบนี้ อีกทั้งเป็นที่น่าท้าทายสำหรับนักพัฒนาสายพันธุ์ปลาด้วย เพราะปลาหมอสีครอสบรีดสามารถพัฒนาทั้งรูปทรง สีสัน ขนาด โหนกหัว ให้มีลักษณะแปลกใหม่ได้อย่างไม่สิ้นสุด อีกทั้งขายได้ราคา (อันนี้เหตุผลใหญ่ที่สุด) ยิ่งเป็นปลาที่มีมาตราฐานสีสันแดงแจ่ม ตบมาร์คกิ้งเด่นๆล่ะก็ราคากระโดดกันไปหลักหมื่นถึงหลักหลายหมื่นทีเดียว บวกกับความเชื่อเรื่องโชครางและเสริมฮวงจุ้ยโหงวเฮ้งของคนจีนอีกทำให้ปลาหมอสีกลายเป็นปลาที่นิยมกันอย่างรวดเร็วในประเทศแถบเอเชีย ด้วยเหตุผลต่างๆเหล่านี้ทำให้บรรดานักเพาะนักพัฒนาสายพันธุ์ปลาต่างก็ลงมาเล่นปลาหมอสีกัน เรียกว่าบางรายเลิกเพาะปลาที่ตัวเองเคยเพาะมาก่อนเพื่อเน้นที่จะเพาะปลาหมอสีออกสู่ตลาดกันเป็นล่ำเป็นสัน กระทั่งเวลานี้เราลองไปเดินตลาดปลาดูสิครับเราจะเห็นร้านปลาแทบทุกร้านจะมีเจ้าปลาหมอสีครอสบรีดขายจนแทบจะไม่เห็นปลาหมอสีธรรมชาติเลย มีแต่ปลาหมอสีครอสบรีด แต่สัจจะธรรมมันก็มีอยู่จริงในโลกว่า"สิ่งที่แน่นอน คือ...สิ่งที่ไม่แน่นอน" เพราะวันหน้าคงมีปลาชนิดอื่นขึ้นมาขอท้าชกชิงตำแหน่งแชมป์ปลาสวยงามยอดนิยมของเมืองไทยเจ้าเจ้าปลาหมอสีอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นปลาตัวไหนที่จะขึ้นมาท้าชิง...